Dashboards ที่ทำจาก PivotTable เป็นได้อย่างมากแค่"การรวบรวมข้อมูลในอดีต"มานำเสนอให้ผู้บริหารดูเท่านั้น หากอยากจะก้าวหน้าเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารต้องสามารถใช้ Excel "มองต่อไปในอนาคต"
ต้องสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ มองต่อไปในอนาคตว่าจะส่งผลอย่างไร และสามารถใช้ Excel ช่วยในการเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
มุมมองที่ถูก: PivotTable = อดีต
(Descriptive Analytics)
Dashboard ที่สร้างจาก PivotTable ส่วนใหญ่ตอบคำถามว่า:
- เกิดอะไรขึ้น (What happened?)
- ยอดขายเดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
- ลูกค้ากลุ่มไหนเติบโต/ลดลง
➡️ นี่คือระดับ Descriptive Analytics
📊 “รายงานอดีต เพื่อเข้าใจสถานการณ์”
⚠️ ข้อจำกัด (ที่ทำให้ติดเพดาน)
PivotTable ธรรมดา ทำได้แค่ “สรุป” แต่ยังไม่ “ช่วยตัดสินใจ”
ตัวอย่าง:
- เห็นยอดขายตก ✅
- แต่ “ไม่รู้ว่าถ้าปรับราคาหรือค่าใช้จ่ายแล้วจะเป็นยังไง” ❌
➡️ ผู้บริหารไม่ได้ต้องการแค่ “รู้” แต่ต้องการ “ตัดสินใจล่วงหน้า”
🚀 สิ่งที่ต้องเพิ่มเพื่อก้าวเป็น Manager/Executive
1) Diagnostic → หาสาเหตุ
ไม่ใช่แค่ยอดตก แต่ต้องตอบว่า:
- เพราะ cost เพิ่ม?
- เพราะ volume ลด?
- เพราะ segment ลูกค้าเปลี่ยน?
เครื่องมือ:
- Power Pivot
- Measure (DAX)
- Variance analysis
2) Predictive → มองอนาคต
เริ่มตอบคำถาม:
- ถ้ายอดขายยัง trend นี้ต่อ อีก 3 เดือนจะเป็นอะไร
- cash flow จะติดลบไหม
เครื่องมือ:
- Forecast Sheet
- Moving Average / Regression ง่าย ๆ
- Trend line
3) Scenario / Simulation (Game changer)
นี่แหละครับ “ก้าวกระโดด”
เปลี่ยน Excel จาก: 👉 “Dashboard” → เป็น “Decision Engine”
ตัวอย่างที่คุณพูดเรื่องน้ำมัน (ต่อยอดได้ดีมาก):
ถ้าน้ำมัน +5 บาท
→ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไร
→ กำไรลดเท่าไร
→ cash flow เหลือพอไหม
เครื่องมือ:
- What-if Analysis
- Data Table
- Scenario Manager
- หรือ Model ที่เชื่อมกันทั้งไฟล์
📌 นี่คือระดับ Prescriptive Analytics “บอกว่าควรทำอะไร”
🧠 Insight ที่ผู้บริหารต้องมี (สรุปสั้น)
| ระดับ | ความสามารถ | คำถาม |
|---|---|---|
| Pivot | ดูอดีต | เกิดอะไรขึ้น |
| Analysis | เข้าใจเหตุผล | ทำไมเกิด |
| Forecast | คาดการณ์ | จะเกิดอะไร |
| Scenario | ตัดสินใจ | ถ้าทำแบบนี้จะเป็นยังไง |
➡️ ผู้บริหาร = อยู่ 2 ระดับบนเสมอ


