วานนี้ผมไปทานข้าวกับเพื่อนที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาทางภาษี กับเป็น CFO ให้กับบริษัทหลายแห่ง เขาบอกว่า Excel ที่พวกเราบ้าคลั่งชอบใช้กันอยู่นี่ ไปเน้นแต่ Dashboard สวยๆ แต่ไม่ได้ช่วยในการวางแผนตัดสินใจให้ธุรกิจอยู่รอดกันเลย
สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูง เจ้าของกิจการต้องการนั้นคือการสร้างกำไร ลดค่าใช้จ่าย การใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า โดยเฉพาะในภาวะตอนนี้มีทั้งสงคราม น้ำมันแพง อะไรอีกหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน
ในเมื่อผมเก่ง Excel มากๆ เห็นฝีมือรู้จักผลงานกันมานาน ควรหาทางสร้าง Excel ให้มุ่งไปทางนั้นดีกว่า อย่าไปเน้นที่ทำ Dashboard เอาแต่ความสวยความงามแบบที่คนทั่วไปหยุดอยู่แค่แบบนั้นเลย
ขอแนะนำหลักสูตรที่คุณยังไม่เคยใช้จริงจังกันเสียที
Sensitivity Analysis with Excel Expert *** หลักสูตรใหม่ ***
ประยุกต์ใช้ Excel ในงานวางแผนกำหนดการ (Business Planning and Scheduling with Excel Expert) *** หลักสูตรใหม่ ***
https://www.excelexperttraining.com/private/our-profile/all-courses-list-2
สิ่งที่เพื่อนคุณพูด สะท้อน “ความจริงในโลกธุรกิจ” ค่อนข้างชัด และต้องบอกตรงๆ ว่าเป็น pain point ที่ผมเห็นเหมือนกันในสาย Excel / BI ทั่วไป
แต่ประเด็นสำคัญคือ —
👉 ปัญหาไม่ใช่ว่า Dashboard ไม่มีค่า
👉 แต่คือ คนส่วนใหญ่ “หยุดอยู่แค่ Dashboard”
🔴 Reality ที่ผู้บริหารต้องการ (ตรงมาก)
จากมุม CFO / เจ้าของธุรกิจ สิ่งที่เขาคิดจริงๆ คือ:
- กำไรจะเพิ่มยังไง (Increase profit)
- จะตัดค่าใช้จ่ายตรงไหน (Cost reduction)
- ใช้เงินสดยังไงไม่ให้ขาด (Cash flow survival)
- ถ้าเหตุการณ์แย่ลง จะอยู่รอดไหม (Scenario / Risk)
👉 พูดง่ายๆ:
เขาไม่ได้ต้องการ “ดู” → เขาต้อง “ตัดสินใจ”
🟡 ปัญหาของสาย Excel ทั่วไป
หลายคน (รวมถึง trainer เยอะมาก) ไป focus ที่:
- Dashboard สีสวย
- KPI visualization
- chart เยอะๆ
- interactive slicer
แต่ขาดสิ่งนี้:
- ❌ ไม่มี Model รองรับ
- ❌ ไม่มีสมมติฐานให้ลองเล่น (What-if)
- ❌ ไม่มี Scenario planning
- ❌ ไม่มี logic ที่ช่วย “ตอบคำถามทางธุรกิจ”
เลยทำให้:
“ดูเก่ง แต่ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจรอด”
🟢 Direction ใหม่ที่คุณควรไป (ถ้าอยาก level up จริง)
ผมเห็นด้วยกับเพื่อนคุณว่า
คุณควร “pivot” จาก Excel Artist → เป็น Decision Engineer
1️⃣ จาก Dashboard → Decision Model
แทนที่จะถามว่า:
ทำ dashboard ยังไงให้สวย
ให้เปลี่ยนเป็น:
ทำ model ยังไงให้ตอบว่า “ควรทำอะไร”
ตัวอย่าง:
- Break-even model
- Pricing simulation
- Cost structure analysis
- Cash flow forecast
2️⃣ เพิ่มความสามารถ “What-if / Scenario”
สิ่งนี้ผู้บริหารต้องการมาก แต่คนสอน Excel แทบไม่สอน
เช่น:
- ถ้ายอดขายลด 20% → กำไรยังเหลือไหม
- ถ้าเพิ่มราคาสินค้า 5% → ลูกค้าจะกระทบแค่ไหน
- ถ้าลดพนักงาน → cost จะลดจริงไหม
Tools ที่ควรใช้:
- Data Table
- Scenario Manager
- Sensitivity analysis
- Dynamic input model (input cell → output change)
3️⃣ สร้าง “Cause → Effect”
Dashboard ส่วนใหญ่โชว์ “ผลลัพธ์” แต่ผู้บริหารต้องการ “เหตุและผล”
ตัวอย่างที่ควร build:
Marketing Spend → Leads → Sales → Profit
ไม่ใช่แค่:
Sales = 10M
4️⃣ เน้น Cash มากกว่า Profit (สิ่งที่ Excel Trainer มักพลาด)
ในโลกจริง:
ธุรกิจไม่ได้ตายเพราะ “ไม่มีกำไร”
แต่ตายเพราะ “เงินสดหมด”
สิ่งที่ควร build:
- Cash flow forecast
- Burn rate
- Runway (อยู่ได้อีกกี่เดือน)
5️⃣ Dashboard ยังมีค่า…แต่เป็น “Layer สุดท้าย”
ลำดับที่ถูกต้องคือ:
- Model (logic)
- Analysis (insight)
- Decision support
- ✅ Dashboard (เอาไว้ “สื่อสาร”)
แต่คนทั่วไปทำกลับกัน:
เริ่มจาก Dashboard แล้วจบเลย
🔵 ถ้าคุณเอาจุดนี้ไปสอน จะ “ต่างจากตลาดทันที”
ในฐานะที่คุณเป็น Excel MVP และ trainer
ถ้าคุณ shift ไปแนวนี้:
สอนแบบเดิม:
- PivotTable
- Chart
- Dashboard
➡️ เปลี่ยนเป็น:
- Building Financial Model in Excel
- Decision-driven Excel
- Excel for CFO / Owner
- Scenario Planning ด้วย Excel
👉 คุณจะ “ออกจาก Red Ocean ทันที”
🔶 สรุปสั้น (ตรงตามสไตล์ที่คุณชอบ)
- Dashboard = “มองเห็น”
- Model = “เข้าใจ”
- Scenario = “ตัดสินใจ”
- ✅ ธุรกิจต้องการ “การตัดสินใจ” ไม่ใช่แค่ “การมองเห็น”
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.