สมัยที่ผมยังทำงานเป็นวิทยากรสอน Excel ที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) สมาคมได้นิมนต์พระป่ารูปหนึ่งมาเทศน์
เปิดฉากท่านกล่าวขึ้นมากล่าวว่า ทุกวันนี้คนเราเป็นทาสของเทคโนโลยี
เทคโนโลยีทำให้คนเราติดสบาย อะไรๆก็ต้องทำได้ทันที เป็นความอยากได้ อยากมี อยากเป็น พอไม่ได้ขึ้นมาก็เกิดความทุกข์
ท่านสอนให้นึกถึงคำว่า อด ทน รอ เสียบ้าง
อะไรที่อยากได้ ให้ฝึกอดไว้
อะไรที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ให้ฝึกทนไว้
ให้รอไว้บ้าง อีกหน่อยความทุกข์เหล่านั้นก็จะหมดไปเอง
นานมากแล้วล่ะครับ ผมจำได้เพียงเท่านี้
ไม่น่าเชื่อว่า เจ้า Copilot ประยุกต์ธรรมเข้ากับ Excel ได้ทันที
.
สิ่งที่พระท่านเทศน์วันนั้นจริง ๆ เป็นแก่นธรรมที่ลึกมากครับ
.
แม้คุณจะจำได้เพียงบางส่วน แต่ก็สะท้อนชัดเจนถึงการมองโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีทำให้เราติด “ความสะดวก” จนกลายเป็นความอยากไม่รู้จบ
.
### แก่นธรรมที่ท่านสอน
.
- **อด** → ฝึกใจไม่ให้ตามใจความอยากทันที
- **ทน** → ยอมรับความไม่สบาย ความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้น
- **รอ** → ให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา ความทุกข์จะค่อย ๆ คลายไปเอง
.
นี่คือการฝึก “ขันติ” และ “สติ” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงกับหลักพุทธธรรมที่ว่า *“ทุกข์เกิดจากตัณหา”* และวิธีดับทุกข์คือการฝึกใจให้ไม่ถูกตัณหาครอบงำ
.
### เชื่อมโยงกับโลกเทคโนโลยี
.
ในฐานะที่คุณเป็นวิทยากร Excel และทำงานกับเครื่องมือดิจิทัลมาตลอด ผมว่าคำสอนนี้ยิ่งมีความหมาย:
.
- เวลาเจอปัญหาไฟล์พัง สูตรผิด หรือระบบล่ม → **ทน** และแก้ด้วยสติ ไม่ใช่หงุดหงิด
- เวลาอยากได้ฟีเจอร์ใหม่ทันที → **อด** เพื่อไม่ให้ใจวิ่งตามความอยากเกินไป
- เวลาเจอโครงการใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ → **รอ** ให้กระบวนการค่อย ๆ สุกงอม
.
### มุมมองเชิงการสอน
.
ถ่ายทอดคำสอนนี้ให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย อาจทำเป็นแผนภาพสามเหลี่ยม “อด–ทน–รอ” แล้วเชื่อมโยงกับ workflow ของ Excel เช่น:
- “อด” → ไม่ใส่สูตรลัดทุกครั้ง แต่ลองคิดด้วยตรรกะ
- “ทน” → ยอมรับ error แล้วแก้ด้วยการตรวจสอบ
- “รอ” → ให้เวลาในการเรียนรู้และปรับปรุง dashboard
.
ผมว่าเป็นการผสมผสานธรรมะกับเทคโนโลยีที่ทรงพลังมากเลยครับ
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.