16 June 2025

อย่าริสร้าง Dashboard แบบ Power BI เพราะ Excel ไม่มีระบบ Responsive ปรับภาพตามขนาดหน้าจอ

ระบบ Responsive คือ ระบบที่จะปรับการแสดงผลให้เหมาะกับหน้าจอแต่ละประเภท อย่างที่คุณกำลังเปิดดูภาพบน facebook หากเปิดดูบนหน้าจอคอมก็จะเห็นหลายรูปในจอเดียว แต่พอเปิดบนหน้าจอมือถือ หรือเมื่อย่อขนาด Window ลง ก็จะเห็นภาพทีละรูป ต้องเลื่อนดูทีละภาพไปเรื่อยๆ


.
ระบบแบบนี้แหละที่ Power BI มีเหนือกว่า Excel อย่างมาก อย่างภาพที่เห็นนี้เป็นภาพที่แสดงบนจอ desktop ที่จะเห็นกราฟทุกภาพพร้อมกัน แต่พอนำไปเปิดบนจอมือถือจะกลายเป็นอีกแบบหนึ่งที่จะเห็นแต่ละภาพ
.
ถ้าอยากใช้ Excel สร้าง Dashboards เพื่อแสดงผล ควรคิดเผื่อไว้เสมอว่าต้องสามารถมองภาพบนจอแล้วเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
.
1. อย่างมากที่สุดไม่ควรแสดงกราฟเกินกว่า 3 ภาพในชีทหนึ่งๆ
2. ควรออกแบบให้แสดงแต่ละกราฟบนแต่ละชีทจะเหมาะที่สุด
3. หาทางทำให้ผู้ใช้แฟ้มมองไม่ออกว่ามีการแบ่งชีทไว้ โดยซ่อนชื่อชีท และใช้ Hyperlink หรือ VBA ช่วยพาไปยังชีทที่ต้องการ
.
Copilot อธิบายตามนี้
.
ใช่! **Power BI รองรับการแสดงกราฟแบบ Responsive** โดยสามารถปรับขนาดและรูปแบบของกราฟให้เหมาะสมกับหน้าจอที่ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น **เดสก์ท็อป, แท็บเล็ต หรือมือถือ** โดยมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้การแสดงผลมีความยืดหยุ่น เช่น:
.
🔹 **Mobile-Optimized Reports** – สามารถปรับแต่งรูปแบบกราฟให้เหมาะกับการดูบนมือถือ
🔹 **Responsive Visualizations** – กราฟจะปรับขนาดอัตโนมัติเพื่อให้แสดงข้อมูลได้เต็มที่โดยไม่เสียความชัดเจน
🔹 **Custom Layouts** – สามารถตั้งค่าการแสดงผลของกราฟให้แตกต่างกันระหว่างเดสก์ท็อปและมือถือ
.
หากต้องการให้กราฟแสดงผลได้ดีที่สุดบนทุกอุปกรณ์ **ควรใช้ฟีเจอร์ Mobile Layout และปรับแต่งการตั้งค่ากราฟให้เหมาะสม**

==============================

เชิญดูวิธีที่ผมใช้ได้จาก https://xlsiam.com/lesson/4_presentation_ideas/ ซึ่งผมอธิบายไว้อย่างละเอียดให้เรียนออนไลน์ ฟรี ในหลักสูตร Excel Dynamic Report ที่เว็บ XLSiam.com


  

เรียน Excel ออนไลน์ฟรี 10 หลักสูตร เชิญสมัครที่ XLSiam.com

 


13 มิถุนายน 2024 เปิดให้สมัครเรียน Excel ออนไลน์ ฟรี 1 ปี เข้าเรียนที่เว็บ XLSiam.com
13 มิถุนายน 2025 ครบ 1 ปีแล้ว เชิญสมัครใหม่ คราวนี้ได้เรียนตลอดไปแบบ Lifetime
.
👍 ทุกคนที่สมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้เรียนฟรีตลอดไปครับ
.
ไปที่เว็บ XLSiam.com คลิกปุ่มสีส้มที่เห็นในภาพเพื่อลงทะเบียน จากนั้นมาเข้าเรียนที่เมนู Dashboard เข้าเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาที่สะดวก มีเนื้อหาครบทุกอย่างที่จำเป็นในการใช้งาน
.
หลักสูตรที่ผมจัดเตรียมไว้ ไม่ได้แบ่งเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง แต่แบ่งตามลำดับของการทำงาน เรื่องอะไรที่จำเป็นต้องใช้ก็ต้องรีบเรียนให้รู้เพื่อนำไปใช้ ในการทำงานรอไม่ได้หรอกที่จะเรียนทีละขั้น
.
แนะนำให้เริ่มต้นเรียนจากหลักสูตรเรื่องรีบรู้เพื่อพร้อมใช้ทำงานแบบ Fast and Easy จากนั้นจะข้ามไปเรียนเรื่องอะไรก็ได้ตามใจ หรือจะ Search ไปหาเรื่องที่อยากรู้ก็ได้ครับ

12 June 2025

Cleaning Data แล้วอย่าลืมทำที่หัวตารางด้วยล่ะ

 เคยเจอสูตรที่ใช้การอ้างอิงหน้าตาแปลกๆแบบนี้ไหม
=SUM(Table1[Freight])/Table1[@Cost]
.
การอ้างอิงที่ใส่วงเล็บสี่เหลี่ยมครอบ [Freight] มาจากการนำชื่อหัวตารางด้านบนมาใช้บอกว่าให้นำข้อมูลทั้งหมดตามหัวตารางนั้นมาหายอดรวม ส่วนเครื่องหมาย @ ใน [@Cost] หมายถึงให้ใช้ค่าตรงแนว row เดียวกันของ Cost มาใช้เป็นตัวหาร และที่แน่นอนที่สุดต้องมีชื่อ Table1 กำกับไว้ด้วยว่าเป็นตารางที่เปลี่ยนไปเป็น Table ไปแล้ว


.
Table เป็นตารางที่สร้างได้ง่ายๆจากการสั่ง Insert > Table ซึ่งเกิดมาเพื่อใช้ร่วมกับ PivotTable หรือใช้ร่วมกับสูตร เพื่อทำให้การอ้างอิงขยายพื้นที่ในสูตรตามจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้น (Dynamic Range)
.
ที่ผ่านมาพบว่าหลายคนเจอสูตรยาวเหยียดที่อ้างจากตาราง Table เพราะตัวเองไปใส่ข้อความบนหัวตารางไว้ยาวมากๆเพื่อช่วยให้คนดูรายงานเข้าใจ แต่กลับส่งผลทำให้สูตร Excel ยาวมากจนแทบแกะไม่ออก
.
ในอนาคตเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน Excel จะใช้ข้อความบนหัวตารางทั้งด้านบนและด้านข้างมาใช้ร่วมกับ Copilot ตลอดจนสูตร Dynamic Array ทำให้เราสามารถอ้างอิงกับตำแหน่งเซลล์ที่มีความหมายในตัวได้ทันทีว่ามาจากเซลล์ตรงไหน
.
แทนที่จะทำหัวตารางตามใจ จากนี้ไปควรใส่ใจกับหัวตารางให้มากขึ้น
.
1. ใส่ข้อความที่สั้นที่สุด
2. ใส่วรรคให้น้อยที่สุด
3. ถ้าใช้บอกว่าปีไหน อย่าใส่เลขเฉยๆ ให้ใส่ข้อความกำกับด้วย เช่น Y2025
4. พยายามใช้ภาษาอังกฤษ
5. อย่าซ้ำ เช่น รวม ต้องระบุว่า รวมอะไร

Copilot แนะนำตามนี้เรื่องภาษา
.
การเลือกใช้ภาษาสำหรับหัวตาราง (Table headers) นั้นขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและสภาพแวดล้อมในการทำงานของคุณเป็นสำคัญ แต่ในบริบทของสูตรรุ่นใหม่ (dynamic formulas) เช่น FILTER, XLOOKUP, และ SEQUENCE ใน Excel การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษนั้นมักจะมีข้อดีเฉพาะตัวมากกว่า:
.
1. **ความสอดคล้องกับตัวอย่างและเอกสารออนไลน์**
สูตรใหม่ ๆ ของ Excel ที่เผยแพร่ในแหล่งความรู้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะใช้หัวตารางและตัวอย่างในภาษาอังกฤษ การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบและนำตัวอย่างมาต่อยอดได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลหรือคอมมูนิตี้ระดับโลก
.
2. **การอ้างอิงในสูตรอย่างแม่นยำ**
Excel ใช้ “Structured References” เพื่ออ้างอิงคอลัมน์ภายในตาราง การใช้ภาษาอังกฤษในการตั้งชื่อหัวตารางจะช่วยลดความสับสนในกรณีที่สูตรมีส่วนประกอบซับซ้อน และยังสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของ Excel โดยเฉพาะถ้าคุณใช้เครื่องมือและสูตรใน Excel เวอร์ชันสากล
.
3. **ความเข้ากันได้ระหว่างเครื่องและการแชร์ไฟล์**
หากคุณทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้หลากหลาย ซึ่งอาจมีการใช้ Excel ในหลายภาษา การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษช่วยสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ทำให้การแชร์ไฟล์และการสื่อสารข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแปลหรือการประมวลผลที่แตกต่างในแต่ละภาษาของ Excel
.
อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเป้าหมายหลักของคุณเป็นผู้ใช้งานที่คุ้นเคยกับภาษาไทย ภาษาที่ใช้ในหัวตารางก็สามารถเป็นภาษาไทยได้ แต่ควรคำนึงถึงความสม่ำเสมอในโครงสร้างของไฟล์และแนวทางการตั้งชื่อ หากเลือกใช้ภาษาไทย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรพิเศษหรือช่องว่างมากเกินไปที่จะเกิดปัญหาในการอ้างอิงในสูตร
.
โดยสรุป ถ้าคุณวางแผนที่จะสร้างโมเดลหรือสูตรที่ต้องอ้างอิงกับหัวตารางอย่างแพร่หลายและมีความเป็นสากล การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าสภาพแวดล้อมและกลุ่มผู้ใช้ของคุณเป็นคนไทยและความชัดเจนในบริบทภาษาไทยมีความสำคัญ คุณก็สามารถเลือกใช้ภาษาไทยได้ โดยให้มีการตั้งชื่อที่สอดคล้องและมาตรฐานภายในไฟล์ของคุณ
.
นอกจากนั้น ยังเป็นแนวคิดที่ดีในการรักษาความสม่ำเสมอของชื่อในเอกสารทั้งหมด เพื่อให้การพัฒนาและการแชร์ข้อมูลในอนาคตเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเลือกใช้ภาษาใดก็ตาม
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

การตั้งชื่อหัวตาราง (Table Headers) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดควรคำนึงถึง ความชัดเจน, ความกระชับ, และความสามารถในการอ้างอิงในสูตร โดยมีหลักการสำคัญที่ช่วยให้การออกแบบหัวตารางมีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้งานใน Excel:

1. ตั้งชื่อให้สั้นและชัดเจน

  • ใช้ชื่อที่ สื่อความหมายตรงไปตรงมา และหลีกเลี่ยงคำที่คลุมเครือ เช่น "ยอดขาย" ดีกว่า "ข้อมูลยอดขายประจำเดือน"
  • หลีกเลี่ยงการใช้คำยาวเกินไป เพราะอาจทำให้สูตรที่อ้างอิงซับซ้อนขึ้น

2. หลีกเลี่ยงช่องว่างและอักขระพิเศษ

  • ช่องว่างในชื่ออาจทำให้การอ้างอิงในสูตรยุ่งยาก เช่น
    "ยอดขายสุทธิ" อาจทำให้ Excel อ้างอิงเป็น [ยอดขายสุทธิ]
  • ควรใช้ underscore (_) หรือ CamelCase แทนช่องว่าง เช่น
    "ยอดขาย_สุทธิ" หรือ "ยอดขายสุทธิ"

3. ใช้ภาษาอังกฤษในกรณีที่ต้องแชร์ไฟล์

  • ถ้าคุณทำงานร่วมกับทีมที่ใช้ Excel ในหลายภาษา การใช้ภาษาอังกฤษในหัวตารางช่วยให้ไฟล์เข้ากันได้ดีขึ้น
  • เช่น "Sales_Net" ดีกว่า "ยอดขายสุทธิ" ในกรณีที่ต้องแชร์ข้ามระบบ

4. เน้นการจัดกลุ่มข้อมูลอย่างเป็นระบบ

  • ใช้ชื่อที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจ โครงสร้างของข้อมูล เช่น
    หากมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า อาจใช้ "Customer_ID" และ "Customer_Name" แทน "รหัส" และ "ชื่อ"

5. สอดคล้องกับสูตรที่ต้องใช้

  • ในกรณีที่ต้องใช้ สูตรใหม่ (Dynamic Arrays) ควรตั้งชื่อให้สอดคล้องกับกลไกของฟังก์ชัน เช่น
    • ใช้ "Region" แทน "พื้นที่ขาย" เพื่อสะดวกต่อการใช้ FILTER หรือ XLOOKUP
    • ถ้าใช้ตารางสำหรับการสรุปยอด สามารถใช้ "Total_Sales" เพื่อให้สูตร SUMIFS อ่านค่าได้ง่าย

6. ทดสอบความเข้ากันได้กับสูตร

  • ลองใช้ [@ชื่อคอลัมน์] ในสูตร Structured Reference หรือทดสอบการอ้างอิงโดยใช้ FILTER, GROUPBY, CHOOSEROWS เพื่อให้แน่ใจว่าหัวตารางรองรับการประมวลผล

การตั้งชื่อหัวตารางให้เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้การอ้างอิงในสูตรมีความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้ ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นและลดข้อผิดพลาดในระยะยาว
คุณมีรูปแบบการตั้งชื่อที่ใช้เป็นมาตรฐานอยู่แล้วหรือเปล่า? หรือกำลังพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในตารางงานของคุณอยู่?


 

11 June 2025

ขยันเก็บสะสมไว้ก่อนวันละนิด ดีกว่าต้องมาเหนื่อยทำเยอะๆทีหลัง


 

หลักการเก็บข้อมูลที่ดีที่สุดคือให้เก็บไว้ในตารางเดียวชีทเดียว โดยนำข้อมูลรายการที่เกิดขึ้นใหม่มาวางบันทึกต่อท้ายด้านล่างสุดของตารางเดิมต่อลงไปเรื่อยๆ ส่วนการเปิดชีทใหม่ให้ใช้เก็บตารางที่เป็นเนื้อหาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตารางที่มีอยู่แล้ว

ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน เมื่อได้รับแฟ้มส่งมาให้ว่ามีรายการอะไรเกิดขึ้นใหม่บ้าง ควรจัดการลอกมาเก็บไว้ในตารางเรื่องนั้นๆ อย่าปล่อยไว้ให้กลายเป็นดินพอกหางหมูแล้วต้องมาวุ่นวายทำกันทีหลังเยอะๆทีเดียว 

ถ้าใช้ Excel 365 ให้ใช้สูตร VStack มาช่วยดึงรายการมาต่อท้ายกัน ดูรายละเอียดได้จาก
https://excelexpertlibrary.blogspot.com/2025/05/2-steps-power-query.html

+++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

ในการค้าขายควรแบ่งชีทเพื่อสร้างตารางเก็บแต่ละเรื่องไว้ ได้แก่

1. ตารางบันทึกการซื้อขายประจำวัน เรียงตามหมายเลข Invoice หรือวันที่เวลา บันทึกชื่อลูกค้า ชื่อพนักงานขาย วันนัดส่ง วิธีการจัดส่ง

2. ตารางรายละเอียดของสินค้าในแต่ละหลายเลข Invoice ว่ามีการซื้อขายสินค้าอะไรบ้าง 

3. ตารางประวัติลูกค้า บันทึกชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรติดต่อ อีเมล

4. ตารางรายละเอียดของสินค้าที่มีทั้งหมด บันทึกรหัสสินค้า ชื่อสินค้า ต้นทุน ชื่อ Supplier

5. ตารางรายละเอียดของพนักงานขาย

6. ตารางรายละเอียดของ Supplier

ตารางเหล่านี้มีเพียงตารางในข้อ 1 กับ 2 เท่านั้นที่จะมีรายการใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ส่วนตารางอื่นๆนานๆทีจะมีรายการใหม่เกิดขึ้นสักที

Download ตัวอย่างตารางฐานข้อมูลเหล่านี้ได้จาก
https://drive.google.com/file/d/17cZnCBc-f8qdsO193j5iZg-4I3EEY6mu/view?usp=sharing 

เชิญสมัครเรียนออนไลน์ ฟรี ได้ที่เว็บ XLSiam.com จะได้ชมคลิปอธิบายการออกแบบตารางได้จาก 
https://xlsiam.com/lesson/13-4/ 


บางคนอาจคุยว่าเดี๋ยวนี้ใช้ Power Query แล้ว แค่คลิก Refresh ครั้งเดียวก็ได้ข้อมูลใหม่มาเพิ่มให้แล้ว แต่ทราบไหมว่าก่อนจะ Refresh ต้องระมัดระวังอะไรบ้าง

Copliot ให้คำแนะนำมาตามนี้ :

ใช่ครับ! ก่อนจะ Refresh Power Query ควรตรวจสอบโครงสร้างฐานข้อมูลให้แน่ใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการโหลดข้อมูล เช่น:

  • โครงสร้างตารางยังคงเดิม – ตรวจสอบว่ามีการเพิ่ม/ลบคอลัมน์หรือเปลี่ยนชื่อคอลัมน์หรือไม่ เพราะถ้าโครงสร้างเปลี่ยนไป Power Query อาจแสดงข้อผิดพลาด
  • แหล่งข้อมูลยังเข้าถึงได้ – หากเชื่อมโยงกับไฟล์ Excel, ฐานข้อมูล SQL หรือเว็บ ควรตรวจสอบว่ายังสามารถเข้าถึงได้และไม่มีการย้ายตำแหน่ง
  • ไม่มีข้อมูลที่ผิดรูปแบบ – เช่น ค่าที่ควรเป็นตัวเลขกลับกลายเป็นข้อความ หรือค่าว่างที่กระทบสูตรคำนวณ
  • ตรวจสอบเงื่อนไขการกรองและแปลงข้อมูล – ดูว่าเงื่อนไขใน Power Query เช่น Filter Rows, Replace Values, หรือ Split Column ยังคงทำงานได้ถูกต้อง
  • ตรวจสอบการ Join/ Merge Queries – หากมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ควรตรวจสอบว่าคีย์ที่ใช้เชื่อมโยงยังคงเหมือนเดิม

หากต้องการลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น แนะนำให้ใช้ "Keep Headers" ในการตั้งค่าการโหลดข้อมูลเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอลัมน์ครับ 🚀

ส่วนผมแนะนำว่า ขยันทำไว้ก่อนวันละนิด ดีกว่าต้องมาเหนื่อยทำเยอะๆทีหลังครับ 

Power Query เหมาะกับบริษัทที่มีระบบข้อมูลเป็นมาตรฐาน ชัดเจนว่าโครงสร้างข้อมูลยังคงเดิม หรือมีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบและเป็นผู้จัดการดึงข้อมูลที่ต้องการมาให้จะเหมาะที่สุด 
 
หากให้ผู้ใช้ Excel ทำเอง ต้องมีความเข้าใจระบบ Server อย่างดี และที่สำคัญคือ ผู้บริหารต้องมอบอำนาจให้สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น 
 
ถ้าดึงข้อมูลจากระบบภายนอกต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเพราะเสี่ยงที่จะนำพาโปรแกรมแปลกปลอมติดเข้ามาด้วย
 
Copilot ยืนยันตามนี้ 

แนวคิดของคุณเกี่ยวกับ Power Query นั้นตรงประเด็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่มีโครงสร้างข้อมูลเป็นระบบ และมีการกำกับดูแลอย่างดี

สำหรับบริษัทที่มี ข้อมูลมาตรฐานและโครงสร้างชัดเจน Power Query สามารถช่วยให้กระบวนการดึงข้อมูลมีประสิทธิภาพขึ้น ลดความซับซ้อน และช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลระบบสามารถควบคุมการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

แต่หากต้องให้ผู้ใช้ Excel ดึงข้อมูลเอง ก็ต้องมี ความเข้าใจระบบ Server และโครงสร้างข้อมูล เป็นอย่างดี รวมถึงต้องมี สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ตามระดับที่เหมาะสม ซึ่งต้องอาศัยการกำหนดนโยบายจากผู้บริหาร

เรื่อง ความปลอดภัย ก็สำคัญมาก โดยเฉพาะ ข้อมูลจากระบบภายนอก ที่อาจมีความเสี่ยงในการนำ โปรแกรมแปลกปลอม เข้ามาโดยไม่รู้ตัว การตั้งค่าการตรวจสอบข้อมูลและใช้เครื่องมือป้องกันเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

คุณมีมุมมองที่รอบด้านและมองเห็นข้อควรระวังที่ชัดเจน ถ้าคุณมีแนวทางเพิ่มเติม หรืออยากแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ กลยุทธ์ในการดึงข้อมูลให้ปลอดภัยขึ้น ก็บอกมาได้เลย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10 June 2025

บันทึกคุยกับ Copilot

แม้ว่า Dashboard จะช่วยให้เห็นข้อมูลภาพรวมได้ง่ายขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดที่ทำให้อาจไม่น่าใช้งานในบางบริบท เช่น:

  • ขาดความโปร่งใสของการคำนวณ – บาง Dashboard ใช้สูตรซับซ้อนหรือมีการประมวลผลหลังบ้านที่ผู้ใช้มองไม่เห็น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบที่มาของตัวเลข

  • ไม่ยืดหยุ่นในการปรับแต่ง – หากโครงสร้างของ Dashboard ถูกออกแบบมาแบบตายตัว ผู้ใช้บางคนอาจต้องการปรับเปลี่ยนสูตรหรือวิธีนำเสนอข้อมูล แต่กลับทำไม่ได้ง่ายๆ

  • โหลดช้าเมื่อมีข้อมูลเยอะ – Dashboard ที่ใช้กราฟิกเยอะ หรือมีการดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ อาจทำให้ไฟล์ Excel ช้าลงและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน

  • สร้างภาระในการบำรุงรักษา – หาก Dashboard ต้องอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ หรือมีสูตรที่ต้องแก้ไขบ่อย อาจกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

  • ผู้ใช้ทั่วไปอาจเข้าใจยาก – Dashboard บางแบบเน้นความสวยงามมากกว่าความเข้าใจง่าย ส่งผลให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้มีทักษะด้านข้อมูลสูงอาจตีความผิด

หากต้องการแนวทางที่โปร่งใสและยืดหยุ่นกว่านี้ อาจใช้ Dynamic Arrays หรือฟังก์ชันเชิงกลยุทธ์อย่าง GROUPBY หรือ PIVOTBY เพื่อให้ข้อมูลปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง Dashboard แบบเดิมมากนัก

 

ปัญหานี้พบได้บ่อยเมื่อมีการนำเสนอข้อมูลเยอะในพื้นที่จำกัด ทำให้ผู้ใช้มองไม่เห็นรายละเอียดที่สำคัญได้ชัดเจน วิธีแก้ไขสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น:

  • กระจายข้อมูลไปหลายชีท – แทนที่จะรวมทุกอย่างในชีทเดียว ลองจัดกลุ่มข้อมูลเป็นชีทย่อย เช่น “สรุปภาพรวม,” “รายละเอียดทางการเงิน,” และ “แนวโน้ม” เพื่อให้ดูง่ายขึ้น

  • ใช้ Dynamic Arrays แทนตารางแน่นๆ – ฟังก์ชันอย่าง FILTER และ SEQUENCE สามารถช่วยดึงข้อมูลเฉพาะส่วนที่สำคัญโดยไม่ต้องแสดงทุกอย่างพร้อมกัน

  • ทำ Interactive Dashboard – ใช้ Slicers หรือฟังก์ชัน XLOOKUP เพื่อให้เลือกดูเฉพาะข้อมูลที่ต้องการแบบไดนามิก ลดความจำเป็นต้องดูกราฟทั้งหมดในครั้งเดียว

  • ปรับขนาดและตำแหน่งของกราฟ – ลดขนาดกราฟที่ไม่จำเป็น หรือใช้ Chart อย่าง Treemap หรือ Heatmap แทนกราฟทั่วไป เพื่อให้เห็นข้อมูลเยอะได้โดยใช้พื้นที่น้อยลง

  • ใช้ Hidden Sheets หรือ Pop-up Windows – หากต้องการให้ดูรายละเอียดเมื่อจำเป็นเท่านั้น สามารถใช้ VBA หรือ Hyperlink เพื่อเปิดดูข้อมูลเพิ่มเติมในชีทที่ซ่อนอยู่

คุณลองใช้วิธีไหนบ้างแล้ว หรืออยากให้ผมช่วยออกแบบวิธีที่เหมาะกับงานของคุณมากขึ้น?

 

====================================== 

ระหว่างหัวตารางภาษาอังกฤษกับหัวตารางภาษาไทย ควรใช้ภาษาอะไรดีหากจะใช้กับ Table หรือ ใช้อ้างอิงกับสูตรรุ่นใหม่

การเลือกใช้ภาษาสำหรับหัวตาราง (Table headers) นั้นขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและสภาพแวดล้อมในการทำงานของคุณเป็นสำคัญ แต่ในบริบทของสูตรรุ่นใหม่ (dynamic formulas) เช่น FILTER, XLOOKUP, และ SEQUENCE ใน Excel การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษนั้นมักจะมีข้อดีเฉพาะตัวมากกว่า:

  1. ความสอดคล้องกับตัวอย่างและเอกสารออนไลน์
    สูตรใหม่ ๆ ของ Excel ที่เผยแพร่ในแหล่งความรู้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะใช้หัวตารางและตัวอย่างในภาษาอังกฤษ การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบและนำตัวอย่างมาต่อยอดได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลหรือคอมมูนิตี้ระดับโลก

  2. การอ้างอิงในสูตรอย่างแม่นยำ
    Excel ใช้ “Structured References” เพื่ออ้างอิงคอลัมน์ภายในตาราง การใช้ภาษาอังกฤษในการตั้งชื่อหัวตารางจะช่วยลดความสับสนในกรณีที่สูตรมีส่วนประกอบซับซ้อน และยังสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของ Excel โดยเฉพาะถ้าคุณใช้เครื่องมือและสูตรใน Excel เวอร์ชันสากล

  3. ความเข้ากันได้ระหว่างเครื่องและการแชร์ไฟล์
    หากคุณทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้หลากหลาย ซึ่งอาจมีการใช้ Excel ในหลายภาษา การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษช่วยสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ทำให้การแชร์ไฟล์และการสื่อสารข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแปลหรือการประมวลผลที่แตกต่างในแต่ละภาษาของ Excel

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเป้าหมายหลักของคุณเป็นผู้ใช้งานที่คุ้นเคยกับภาษาไทย ภาษาที่ใช้ในหัวตารางก็สามารถเป็นภาษาไทยได้ แต่ควรคำนึงถึงความสม่ำเสมอในโครงสร้างของไฟล์และแนวทางการตั้งชื่อ หากเลือกใช้ภาษาไทย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรพิเศษหรือช่องว่างมากเกินไปที่จะเกิดปัญหาในการอ้างอิงในสูตร

โดยสรุป ถ้าคุณวางแผนที่จะสร้างโมเดลหรือสูตรที่ต้องอ้างอิงกับหัวตารางอย่างแพร่หลายและมีความเป็นสากล การใช้หัวตารางภาษาอังกฤษจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าสภาพแวดล้อมและกลุ่มผู้ใช้ของคุณเป็นคนไทยและความชัดเจนในบริบทภาษาไทยมีความสำคัญ คุณก็สามารถเลือกใช้ภาษาไทยได้ โดยให้มีการตั้งชื่อที่สอดคล้องและมาตรฐานภายในไฟล์ของคุณ

นอกจากนั้น ยังเป็นแนวคิดที่ดีในการรักษาความสม่ำเสมอของชื่อในเอกสารทั้งหมด เพื่อให้การพัฒนาและการแชร์ข้อมูลในอนาคตเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเลือกใช้ภาษาใดก็ตาม

คุณมีประสบการณ์หรือข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้หัวตารางในงานของคุณหรือไม่? ผมยินดีที่จะพูดคุยในแง่มุมเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้การออกแบบและการอ้างอิงสูตรของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด!

 

 

====================================== 

ใช่ครับ! ก่อนจะ Refresh Power Query ควรตรวจสอบโครงสร้างฐานข้อมูลให้แน่ใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการโหลดข้อมูล เช่น:

  • โครงสร้างตารางยังคงเดิม – ตรวจสอบว่ามีการเพิ่ม/ลบคอลัมน์หรือเปลี่ยนชื่อคอลัมน์หรือไม่ เพราะถ้าโครงสร้างเปลี่ยนไป Power Query อาจแสดงข้อผิดพลาด
  • แหล่งข้อมูลยังเข้าถึงได้ – หากเชื่อมโยงกับไฟล์ Excel, ฐานข้อมูล SQL หรือเว็บ ควรตรวจสอบว่ายังสามารถเข้าถึงได้และไม่มีการย้ายตำแหน่ง
  • ไม่มีข้อมูลที่ผิดรูปแบบ – เช่น ค่าที่ควรเป็นตัวเลขกลับกลายเป็นข้อความ หรือค่าว่างที่กระทบสูตรคำนวณ
  • ตรวจสอบเงื่อนไขการกรองและแปลงข้อมูล – ดูว่าเงื่อนไขใน Power Query เช่น Filter Rows, Replace Values, หรือ Split Column ยังคงทำงานได้ถูกต้อง
  • ตรวจสอบการ Join/ Merge Queries – หากมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ควรตรวจสอบว่าคีย์ที่ใช้เชื่อมโยงยังคงเหมือนเดิม

หากต้องการลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น แนะนำให้ใช้ "Keep Headers" ในการตั้งค่าการโหลดข้อมูลเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอลัมน์ครับ 🚀

======================================= 

การแบ่งการเรียน Excel แบบที่ดีกว่าการแบ่งเป็น "ขั้นต้น – ขั้นกลาง – ขั้นสูง" คือการเน้นที่กระบวนการแก้ปัญหาและการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าการแบ่งตามระดับความซับซ้อนของสูตรหรือฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับงานจริงได้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างการแบ่งเนื้อหาแบบนี้อาจประกอบด้วย:

  1. พื้นฐานและการใช้งานประจำวัน
    ในส่วนนี้จะครอบคลุมเรื่องการนำทางใน Excel การจัดรูปแบบข้อมูล การสร้างและจัดการตาราง รวมถึงการใช้ฟังก์ชันพื้นฐานที่ช่วยให้การทำงานในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น SUM, AVERAGE, COUNT เป็นต้น เพื่อสร้างฐานความรู้ที่มั่นคงสำหรับผู้เรียน

  2. การแก้ปัญหาและการวิเคราะห์ข้อมูล
    โมดูลนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้สูตรและฟังก์ชันที่ช่วยแก้ไขปัญหาประจำวัน เช่น การใช้งานฟังก์ชัน IF, LOOKUP, Conditional Formatting และ Dynamic Arrays การเรียนรู้ในส่วนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ตัวอย่างจากงานจริงเป็นกรณีศึกษา

  3. การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการ Automation
    สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับงานที่ต้องทำซ้ำอยู่บ่อย ๆ การรู้จักใช้งาน Macro หรือ VBA (เมื่อต้องการ) จะช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งส่วนนี้เน้นที่การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

การจัดแบ่งแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่าแต่ละส่วนมีบทบาทและการประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริงอย่างไร ไม่ได้แบ่งแค่ตามความซับซ้อนของฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่เน้นที่การแก้ปัญหาและทักษะที่จำเป็นในงานจริง ทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้ตามความต้องการและปัญหาที่พบเจอในงานของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น .

นอกจากนี้ แนวทางการแบ่งเนื้อหานี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนตามกลุ่มเป้าหมายหรือสาขาอาชีพของผู้เรียน เช่น ผู้ใช้งานมือใหม่ที่เน้นการจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน หรือผู้ที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลในองค์กรที่ต้องการเทคนิคขั้นสูงเกี่ยวกับการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งจะทำให้หลักสูตรมีความเฉพาะเจาะจงและตอบโจทย์ได้มากขึ้น

อยากทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการออกแบบหลักสูตรหรือเคล็ดลับอื่น ๆ ในการนำ Excel ไปใช้ในงานจริงอีกไหมครับ?

===================================== 

ฟังดูเยี่ยมเลยครับที่แนวทางที่แนะนำไปตรงกับการแบ่งหลักสูตรของคุณ ตั้งแต่หลักสูตร เตรียมเข้าทำงานแบบ Fast and Easy ไปจนถึง หลักสูตรจัดการข้อมูล แนวทางนี้ช่วยให้ผู้เรียนเลือกเรียนรู้ตามความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตร Fast and Easy
ในส่วนนี้ ผมเข้าใจว่าคุณเน้นที่การให้ผู้เรียนเข้าใจพื้นฐานและทำงานได้เร็วในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง เทคนิคเช่นการใช้คีย์ลัด การตั้งค่าตารางที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และการจัดการข้อมูลเบื้องต้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและดำเนินงานได้ทันทีในตำแหน่งงานใหม่ๆ

หลักสูตรจัดการข้อมูล
สำหรับหลักสูตรนี้ ผมเห็นว่าคุณเน้นเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการข้อมูลที่มีความซับซ้อนขึ้น ผู้เรียนจะได้เข้าใจแนวคิดการแปลงและจัดการข้อมูลที่มีปริมาณมาก การใช้เทคนิคเช่น PivotTable, Conditional Formatting และ Dynamic Arrays จะช่วยให้พวกเขาแก้ปัญหาในงานที่ต้องใช้ข้อมูลเป็นหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแบ่งหลักสูตรแบบนี้จึงเป็นการตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดเพียงแค่ระดับความซับซ้อนของฟังก์ชัน แต่ยังเน้นที่การใช้งานจริงตามบริบทและสถานการณ์ที่แท้จริงในที่ทำงาน

มีแนวคิดหรือเคล็ดลับเพิ่มเติมในแต่ละหลักสูตรที่คุณคิดอยากขยายหรือปรับปรุงให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากขึ้นไหมครับ? 

================================= 

การเตือนอาจารย์ที่เน้นสอน Power Query และ Power BI ว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่เหมาะกับผู้ใช้ Excel ทุกคนต้องใช้แนวทางที่สร้างสรรค์และมีข้อมูลประกอบ ให้พวกเขาเข้าใจว่าการเลือกใช้เครื่องมือขึ้นอยู่กับความต้องการและบริบทของแต่ละคน ไม่ใช่แค่ความสามารถของ Excel เท่านั้น

นี่คือแนวทางที่อาจช่วยได้:

  • เน้นความหลากหลายของผู้ใช้: บอกว่า Excel ถูกใช้ในหลายระดับ ตั้งแต่มือใหม่จนถึงผู้เชี่ยวชาญ บางคนอาจต้องการแค่สูตรพื้นฐานหรือตารางหมุน (PivotTable) ในขณะที่ Power Query และ Power BI เหมาะกับงานที่มีข้อมูลขนาดใหญ่หรือการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน
  • ยกตัวอย่างกรณีใช้งานจริง: เปรียบเทียบว่าหากผู้ใช้ต้องการแค่ปรับแต่งข้อมูลเล็กน้อยหรือสร้างรายงานง่าย ๆ ฟีเจอร์ใน Excel อาจเพียงพอ โดยไม่ต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ที่อาจเพิ่มความซับซ้อนเกินจำเป็น
  • เน้นข้อจำกัด: ชี้ให้เห็นว่าบางองค์กรหรือบางผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง Power BI หรืออาจไม่ได้รับการสนับสนุนให้ใช้ Power Query ทำให้การแนะนำเครื่องมือเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความพร้อมของระบบ
  • ใช้มุมมองของการสอน: เสนอว่าอาจเป็นประโยชน์ที่จะให้ผู้เรียนรู้จักเครื่องมือใน Excel ให้ดีขึ้นก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าควรขยายไปยัง Power Query หรือ Power BI ตามความจำเป็น
  • เน้นแนวคิดการทำงานร่วมกัน: Power Query และ Power BI มีข้อดี แต่หากการแชร์ไฟล์และการทำงานร่วมกันยังต้องอาศัย Excel แบบดั้งเดิม ก็ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือไหนจะช่วยให้กระบวนการทำงานราบรื่นที่สุด

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า Power Query หรือ Power BI ไม่ดี—เพียงแต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คุณคิดว่าแนวทางไหนจะได้ผลดีที่สุด? 

======================================

คุณสามารถถามอาจารย์ด้วยวิธีที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและเปิดโอกาสให้พวกเขาอธิบายแนวคิดของตนเองได้ดีขึ้น ลองใช้คำถามเหล่านี้เพื่อกระตุ้นการสนทนา:

  • "ในการสอน Excel คุณเลือกเครื่องมือที่จะแนะนำให้ผู้เรียนอย่างไร? มีเกณฑ์อะไรที่คุณใช้ในการพิจารณา?"

    • คำถามนี้ช่วยให้พวกเขาอธิบายหลักการที่ใช้ในการเลือกเครื่องมือ เช่น ความง่ายในการเรียนรู้ หรือความสามารถในการปรับใช้กับงานจริง
  • "จากประสบการณ์ของคุณ ผู้เรียนส่วนใหญ่พบว่าการใช้ Power Query หรือ Power BI มีข้อดีอย่างไร? และมีอุปสรรคอะไรที่พวกเขามักเจอ?"

    • วิธีนี้ช่วยให้มองเห็นทั้งข้อดีและข้อจำกัดในการสอนเครื่องมือเหล่านี้
  • "คุณคิดว่าการสอน Excel ควรเน้นไปที่การทำงานเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจ มากกว่าการจัดการข้อมูลหรือไม่?"

    • นี่เป็นโอกาสที่ดีในการเปิดประเด็นว่าการสอน Excel ควรไปไกลกว่าการจัดการข้อมูลอย่างเดียว
  • "หากมีผู้เรียนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลมาก่อน คุณจะปรับวิธีสอนอย่างไร?"

    • เป็นการกระตุ้นให้คิดเรื่องความยืดหยุ่นของแนวทางการสอน
  • "เมื่อ Excel มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ช่วยทำงานอัตโนมัติ คุณมองว่าผู้เรียนควรให้ความสำคัญกับเครื่องมือไหนมากที่สุด?"

    • สามารถช่วยให้พวกเขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคตของ Excel

การใช้คำถามเชิงเปิดแบบนี้จะช่วยให้เกิดบทสนทนาที่สร้างสรรค์และเปิดกว้าง คุณอยากเน้นประเด็นไหนเป็นพิเศษในการสนทนานี้?

======================================= 

ในอนาคต เครื่องมือที่ช่วยให้ Excel มีความ ไดนามิก, ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น, และ ลดขั้นตอนการจัดการข้อมูล จะมีบทบาทสำคัญที่สุด นี่คือบางเครื่องมือที่มีแนวโน้มโดดเด่น:

  • Dynamic Arrays – ฟังก์ชันอย่าง FILTER, SEQUENCE, XLOOKUP และ PIVOTBY ช่วยให้สามารถสร้างสูตรที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องใช้ตัวช่วยเช่น Ctrl+Shift+Enter และสามารถทำงานกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ทันที
  • Copilot ใน Excel – เทคโนโลยี AI จะช่วยแนะนำสูตร, วิเคราะห์ข้อมูล, และช่วยให้การจัดรูปแบบเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานและอินไซต์จากข้อมูลได้ง่ายขึ้น
  • Lambda และ Advanced Custom Functions – LAMBDA และ GROUPBY ทำให้สามารถสร้างสูตรที่ปรับแต่งเองได้ ลดการใช้ VBA และเพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูลซับซ้อน
  • Power Query & Data Transformation – แม้จะไม่เหมาะกับทุกผู้ใช้ แต่การดึง, แปลง, และรวมข้อมูลจากหลายแหล่งโดยใช้ Power Query จะยังเป็นเครื่องมือสำคัญ
  • Cloud Integration และ Excel Online – การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ผ่าน Excel Online จะช่วยให้การแชร์ข้อมูลและปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ในทีมเป็นไปอย่างราบรื่น
  • PivotTables ที่ฉลาดขึ้น – PivotTables จะพัฒนาไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นโดยใช้ AI และ Dynamic Arrays

คุณคิดว่าแนวโน้มไหนมีผลกระทบต่อการสอนและการสร้างเวิร์กโฟลว์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด?

=======================================  

 

 

 

 

09 June 2025

=sum('*'!A1) หายอดรวม A1 ของทุกชีท เว้นชีทที่สร้างสูตรนี้

 

ถ้าในแฟ้มมีอยู่ 10 ชีท แล้วสร้างสูตรนี้ลงไปในชีทแรก พอ Enter ลงไปจะหายอดรวมจากเซลล์ A1 ของทุกชีท เว้นชีทแรก ได้สูตรตามนี้ =SUM(Sheet2:Sheet10!A1)
.
ถ้าสร้างลงไปในชีท 5 จะได้สูตร =SUM(Sheet1:Sheet4!A1,Sheet6:Sheet10!A1)
.
สูตรนี้มีเรื่องเล่าว่า ไม่มีในตำราเล่มใด แต่ลองใช้กันจนเจอว่าทำงานแบบนี้ได้ด้วยครับ
 
ปกติเครื่องหมาย * นี้เป็นตัวแทนสิ่งที่ไม่รู้ อะไรก็ได้ ยาวกี่ตัวก็ได้ เรียกว่า Wild Card

ดังนั้นพอลองพิมพ์ใน '*' แล้วตามด้วยเครื่องหมาย ! ที่ตามปกติใช้ต่อท้ายชื่อชีท จึงมีความหมายถึงชีทอะไรก็ได้ นับว่าคนที่คิดสูตรนี้เป็นคนแรก สร้างสูตรอย่างมีเหตุผลเหมือนกัน 

Data Table เป็นคำสั่งเมนูที่ผมอยากให้พวกเราใช้ให้เป็นมากที่สุด

Data Table เป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้จากเมนู Data > What-IF Analysis > Data Table ซึ่งชื่อเมนู What-IF Analysis มักทำให้เข้าใจไปว่าใช้กับงานพวกวิเคราะห์อะไรแบบนั้น ทั้งๆที่คำสั่งนี้มีประโยชน์กว้างขวางกว่านั้นมากๆ

สมมติว่าได้สร้างสูตร VLookup, XLookup เพื่อหาว่ารหัสนั้นมีรายละเอียดของรายการอะไรบ้าง แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกรอกรหัสใหม่ลงไปหรือต้องลอกสูตรที่ทำไว้แล้วไปใช้หารหัสอื่นซ้ำอีก เราสามารถใช้ Data Table ช่วยหาว่า ถ้ารหัสเปลี่ยนไปเป็นรหัสอื่น จะมีข้อมูลของรหัสอื่นอะไรบ้าง

ผมเรียกวิธีการแบบนี้ว่า การ Cloning สูตร



พอสมัครเรียนออนไลน์ ฟรี ที่เว็บ XLSiam.com แล้ว เชิญดูคลิปพร้อม Download ตัวอย่างได้ที่
https://xlsiam.com/lesson/cloning-vlookup-with-data-table/

ทุกสูตรที่เคยสร้างเพื่อหาคำตอบอะไรไว้ สามารถใช้ Data Table หาคำตอบใหม่ได้เสมอ เป็นคำสั่งที่ช่วยทำให้ Excel ทำงานซ้ำให้เองโดยไม่ต้องใช้ VBA หรือโปรแกรมอะไรมาช่วยอีกเลย 

++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

Data Table ช่วยทำให้คุณขี้เกียจทำงานซ้าๆอะไรได้บ้าง

หลักการทำงานของ Data Table เป็นการสั่งให้ Excel ส่งค่าใหม่ที่กรอกไว้เป็น Row Input และหรือ Column Input ไปยังเซลล์ใดก็ได้ในตาราง (Input Cell) จากนั้น Excel จะแอบคำนวณใหม่หาผลลัพธ์ให้โดยที่เรามองไม่เห็นว่ามีการคำนวณเกิดขึ้นเลย ซึ่ง Input Cell นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเซลล์ที่เป็น Value ซึ่งมีค่าที่กรอกไว้ แต่ยังเป็นเซลล์สูตรได้ด้วย

พอเข้าใจหลักการทำงานของ Data Table แล้ว จะพบว่าคำสั่งนี้สามารถใช้ทำงานได้หลายอย่าง 

1. ใช้ทดสอบสูตรที่สร้างขึ้น โดยส่งหลายๆค่าไปใช้กับสูตรนั้นว่าสามารถทำงานได้หรือไม่

2. เมื่อทดสอบสูตรว่าทำงานได้ตามต้องการแล้ว สามารถใช้ Data Table ส่งรหัสใหม่หรือตัวแปรใหม่ไปหาคำตอบอื่นมาให้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสูตรหรือ copy สูตรมาวางซ้ำอีกเลย 

3. ช่วยทำให้ในตารางมีสูตรต้นตอที่สร้างไว้เพียงที่เดียว หากจะแก้ไขสูตรก็แก้ไขที่เซลล์ต้นตอ Data Table จะใช้สูตรนั้นในการหาคำตอบอื่นมาให้ โดยสูตรต้นตออาจสร้างไว้ในเซลล์เดียวหรือใช้ทั้งตารางเพื่อใช้คำนวณอย่างซับซ้อนก็ได้

4. ต่อเนื่องจากข้อ 3 จะทำให้ในแฟ้มมีขนาดเล็กลง เพราะไม่ต้องมีตารางที่ใช้คำนวณแบบเดียวกันซ้ำๆหลายตารางหรือหลายชีทอีกเลย อีกทั้งยังทำให้การคำนวณเร็วขึ้นเมื่อใช้ระบบคำนวณแบบ Automatic Except for Data Table หรือแบบ Partial โดย Data Table จะคำนวณใหม่ให้ต่อเมื่อเรากดปุ่ม F9 เท่านั้น ส่วนตารางสูตรอื่นๆยังคงคำนวณใหม่ให้แบบ Automatic

5. ถ้าสูตรที่สร้างไว้ในตารางคำนวณเกิด error ขึ้นมา จะทำให้สูตรอืนที่ลิงก์ไป error ตามไปด้วย ซึ่งตามปกติต้องเสียเวลาไปใช้สูตร ISError แก้ไม่ให้ error ก่อน ให้ใช้ Data Table ส่งค่าที่คิดไว้ไปใช้แทนสูตรที่ error เพื่อให้สูตรที่ลิงก์ต่อสามารถหาคำตอบมาให้

6. ผลลัพธ์ที่ Data Table หามาให้หลายๆค่าในรูปแบบของตารางยืดหยุ่นกว่าการใช้ Goal Seek ที่มีข้อจำกัดว่าจะทำงานได้ทีละครั้งและแต่ละครั้งต้องกรอกค่า To Value เอง ดังนั้นในการวางแผนจะสร้าง Data Table เพื่อดูเป้าหมายที่เป็นผลลัพธ์คร่าวๆขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงใช้ Goal Seek ซ้ำต่อบนตาราง Data Table เพื่อหาตัวแปรที่ทำให้ได้ค่าตรงกับเป้าหมาย

7. เมื่อใช้สูตร Index หรือ Choose มาทำงานร่วมกับ Data Table จะช่วยทำให้ Data Table ทำงานได้ไม่จำกัดตัวแปร และทำให้ใช้ตาราง Data Table เพียงตารางเดียวหาคำตอบจากสูตรหลายสูตรมาให้

8. Data Table ช่วยทำให้ไม่ต้องสร้างสูตรที่คำนวณแบบ Circular Calculation และไม่จำเป็นต้องไปกาช่อง Enable Iterative Calculation 

แนะนำให้ดูเนื้อหาในหลักสูตรสุดยอดเคล็ดลับและลัดของ Excel ซึ่งเปิดให้เรียนออนไลน์ฟรีที่เว็บ XLSiam.com



 

 

07 June 2025

อยากแสดงเป็นวันอะไร เดือนอะไร ระหว่าง Format dddd กับสูตร Text(Cell,"dddd") ควรใช้อะไร

เซลล์สีส้ม B3 ตามภาพนี้มีข้อมูล 7/6/2025 ถ้าอยากแสดงว่าเป็นวันอะไร เดือนอะไร เดือนปีอะไร มักเจอคำแนะนำให้ใช้สูตร Text ตามพื้นที่สีเขียว

=Text( $B$3, "dddd" ) จะได้วันเสาร์
=Text( $B$3, "mmmm" ) จะได้เดือนมิถุนายน
=Text( $B$3, "mm-yy" ) จะได้ 06-25

ส่วนพื้นที่สีฟ้า ไม่ได้ใช้สูตรอะไรเลยแจ่ลิงก์ค่าจากเซลล์ B3 มาใช้แล้วกำหนด Custom Format 

Format dddd จะได้วันเสาร์
Format mmmm จะได้เดือนมิถุนายน
Format mm-yy จะได้ 06-25

ดูให้ดีจะพบว่าแม้สูตร Text กับ Format จะช่วยทำให้ได้แบบเดียวกัน แต่การใช้สูตร Text ได้ค่าที่ชิดซ้าย ส่วนการใช้ Format ได้ค่าชิดขวา คุณคิดว่าจะเลือกใช้แบบไหนดีกว่ากัน

เพื่อความสะดวกในการคำนวณ แนะนำให้ใช้ Format ดีกว่าครับ เพราะสิ่งที่ได้นั้นชิดขวา แสดงว่าค่าที่เห็นแม้เป็นตัวอักษร แต่ยังคงมีค่าเป็นตัวเลข พร้อมจะลิงก์ไปใช้ต่อในการคำนวณ ส่วนค่าที่ชิดซ้ายนั้น นำไปคำนวณต่อไม่ได้

แล้วเมื่อไหร่จะใช้สูตร Text ล่ะ !!!

สูตร Text จะช่วยให้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ได้โดยไม่ต้องแก้ไขอะไรใหม่ แค่กรอกรูปแบบลงไปในเซลล์สีชมพู B7, B8, B9 จะได้วันเดือนตามมาให้ทันที

แต่ถ้าเลือกใช้ Format ล่ะ พออยากจะเปลี่ยนรูปแบบก็ต้องคลิกลงไปในเซลล์แล้วสั่ง Format Cells > Number > Custom แล้วเสียเวลาไปกำหนดรูปแบบใหม่

นี่คือสิ่งที่เหนือกว่าจากการใช้สูตร Text แต่ก็ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเสมอ 

Download ตัวอย่างจาก
https://drive.google.com/file/d/1WvLKqiHaH4E2pRmNEHk_hRugaR8D5LZg/view?usp=sharing

Data Table ช่วยทำให้คุณขี้เกียจทำงานซ้าๆอะไรได้บ้าง

หลักการทำงานของ Data Table เป็นการสั่งให้ Excel ส่งค่าใหม่ที่กรอกไว้เป็น Row Input และหรือ Column Input ไปยังเซลล์ใดก็ได้ในตาราง (Input Cell) จากนั้น Excel จะแอบคำนวณใหม่หาผลลัพธ์ให้โดยที่เรามองไม่เห็นว่ามีการคำนวณเกิดขึ้นเลย ซึ่ง Input Cell นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเซลล์ที่เป็น Value ซึ่งมีค่าที่กรอกไว้ แต่ยังเป็นเซลล์สูตรได้ด้วย

พอเข้าใจหลักการทำงานของ Data Table แล้ว จะพบว่าคำสั่งนี้สามารถใช้ทำงานได้หลายอย่าง 

1. ใช้ทดสอบสูตรที่สร้างขึ้น โดยส่งหลายๆค่าไปใช้กับสูตรนั้นว่าสามารถทำงานได้หรือไม่

2. เมื่อทดสอบสูตรว่าทำงานได้ตามต้องการแล้ว สามารถใช้ Data Table ส่งรหัสใหม่หรือตัวแปรใหม่ไปหาคำตอบอื่นมาให้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสูตรหรือ copy สูตรมาวางซ้ำอีกเลย 

3. ช่วยทำให้ในตารางมีสูตรต้นตอที่สร้างไว้เพียงที่เดียว หากจะแก้ไขสูตรก็แก้ไขที่เซลล์ต้นตอ Data Table จะใช้สูตรนั้นในการหาคำตอบอื่นมาให้ โดยสูตรต้นตออาจสร้างไว้ในเซลล์เดียวหรือใช้ทั้งตารางเพื่อใช้คำนวณอย่างซับซ้อนก็ได้

4. ต่อเนื่องจากข้อ 3 จะทำให้ในแฟ้มมีขนาดเล็กลง เพราะไม่ต้องมีตารางที่ใช้คำนวณแบบเดียวกันซ้ำๆหลายตารางหรือหลายชีทอีกเลย อีกทั้งยังทำให้การคำนวณเร็วขึ้นเมื่อใช้ระบบคำนวณแบบ Automatic Except for Data Table หรือแบบ Partial โดย Data Table จะคำนวณใหม่ให้ต่อเมื่อเรากดปุ่ม F9 เท่านั้น ส่วนตารางสูตรอื่นๆยังคงคำนวณใหม่ให้แบบ Automatic

5. ถ้าสูตรที่สร้างไว้ในตารางคำนวณเกิด error ขึ้นมา จะทำให้สูตรอืนที่ลิงก์ไป error ตามไปด้วย ซึ่งตามปกติต้องเสียเวลาไปใช้สูตร ISError แก้ไม่ให้ error ก่อน ให้ใช้ Data Table ส่งค่าที่คิดไว้ไปใช้แทนสูตรที่ error เพื่อให้สูตรที่ลิงก์ต่อสามารถหาคำตอบมาให้

6. ผลลัพธ์ที่ Data Table หามาให้หลายๆค่าในรูปแบบของตารางยืดหยุ่นกว่าการใช้ Goal Seek ที่มีข้อจำกัดว่าจะทำงานได้ทีละครั้งและแต่ละครั้งต้องกรอกค่า To Value เอง ดังนั้นในการวางแผนจะสร้าง Data Table เพื่อดูเป้าหมายที่เป็นผลลัพธ์คร่าวๆขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงใช้ Goal Seek ซ้ำต่อบนตาราง Data Table เพื่อหาตัวแปรที่ทำให้ได้ค่าตรงกับเป้าหมาย

7. เมื่อใช้สูตร Index หรือ Choose มาทำงานร่วมกับ Data Table จะช่วยทำให้ Data Table ทำงานได้ไม่จำกัดตัวแปร และทำให้ใช้ตาราง Data Table เพียงตารางเดียวหาคำตอบจากสูตรหลายสูตรมาให้

แนะนำให้ดูเนื้อหาในหลักสูตรสุดยอดเคล็ดลับและลัดของ Excel ซึ่งเปิดให้เรียนออนไลน์ฟรีที่เว็บ XLSiam.com 

 

Cleaning data ต้องใช้สูตรอะไรก่อน พอปัดฝุ่นแล้ว สูตร IF จะได้ทำงานถูกต้อง

ยุคนี้เรื่องการทำความสะอาด Cleaning Data เริ่มมีความสนใจอยากใช้มากขึ้น ส่วนใหญ่มักบอกกันว่าต้องทำความสะอาดข้อมูลก่อนเพื่อช่วยทำให้สูตร VLookup, XLookup หาค่าเจอ เช่น

=Trim(Cell) เพื่อตัดวรรคที่ใส่มาเกิน ไม่ว่าจะวรรคหน้าหลังหรือตรงกลาง ให้เหลือวรรคเดียวระหว่างคำ เช่น abc def

=Left(Cell,3) เพื่อตัดข้อความให้เหลือเพียง 3 ตัว abc นับมาจากด้านซ้าย
=Right(Cell,3) เพื่อตัดข้อความให้เหลือเพียง 3 ตัว def นับมาจากด้านขวา
=Mid(Cell,3,1) เพื่อตัดข้อความให้เหลือเพียง 1 ตัว c นับมาจากด้านซ้ายตัวที่ 3

 

สูตรพวกนี้มักนำมาคลีนข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ถ้านำมาใช้กับตัวเลข ต้องระวังว่าผลที่ได้จะกลายเป็น Text เช่น ถ้าในเซลล์ใส่เลข 123 เอาไว้ =Mid(Cell,3,1) แม้จะได้ค่าออกมาเห็นเป็นเลข 3 แต่เลข 3 ที่ได้จะชิดซ้ายออกมาให้รู้ว่ามีสถานะเป็น Text ไปแล้ว 

ก่อนจะนำเลข 3 ที่ได้ไปใช้บวกลบต่อต้องปรับให้กลับมาเป็นตัวเลข 3 ที่ชิดขวา โดยใส่เครื่องหมายลบลบกระตุ้นให้กลับมาเป็นตัวเลขแบบเซลล์เดิมต้นทาง

Cleaning Data ที่สำคัญมากๆแต่มักนึกไม่ถึงกัน ถ้าเป็นตัวเลขที่เกิดจากการคำนวณ หากจะนำไปใช้ต่อในการตัดสินใจ ต้องหาทางทำให้ตัวเลขผลลัพธ์ที่ได้มานั้นมีค่าตรงกับเงื่อนไขที่ใช้ก่อน จึงจะนำไปใช้กับสูตร IF, Choose, Match, VLookup, XLookup แล้ว Excel ตัดสินใจถูกต้อง

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในเซลล์ B2 สร้างสูตร =2.3-2.2 ไว้ เรามักนึกว่าได้คำตอบเป็นเลข 0.1 แต่พอนำค่าไปเทียบด้วยสูตร IF กลับให้คำตอบเป็น No

=IF( B2 = 0.1, "Yes", "No")

สาเหตุที่สูตร IF ไม่คืนค่าออกมาเป็น Yes เพราะแท้จริงแล้ว 2.3-2.2 ได้ค่า 0.0999999999999996 ออกมาแต่เพราะเจอรูปแบบให้แสดงทศนิยม 1 หลักเลยแสดง 0.1 ให้เห็น

ถ้าต้องการนำไปเทียบกับ 0.1 ว่าเท่ากันจริงไหม ต้องปรับสูตรเป็น

=IF( ROUND(2.3-2.2, 1) = 0.1, "Yes", "No") 
หรือ
=IF( ROUND(ฺB2, 1) = 0.1, "Yes", "No") 

จึงจะได้คำตอบ Yes ออกมา

ขอให้หลักไว้ว่า ก่อนที่จะนำผลที่ได้จากการคำนวณไปใช้ต่อในการตัดสินใจ ต้องจัดการปรับค่าที่ได้ให้ตรงกับเงื่อนไขที่ใช้เทียบเสมอ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ต่อในการตัดสินใจก็ปล่อยไปไม่ต้องทำความสะอาดก็ได้

Download ตัวอย่าง

https://drive.google.com/file/d/1sygrBbeWRZS-Mrr0gHh2ZP8ueGd53JFe/view?usp=sharing 

 

 

 

06 June 2025

สูตรยาวๆแบบนี้ มีวิธีสร้างกันยังไง =INDEX(Sheet1!C3:G6,MATCH(B4,Sheet1!B3:B6,0),MATCH(B5,Sheet1!C2:G2,0))

ย้ายงานใหม่ เจอสูตรเก่าสร้างไว้แบบนี้ จะทำความเข้าใจว่าเขาสร้างมาได้ยังไง

=INDEX(Sheet1!C3:G6,MATCH(B4,Sheet1!B3:B6,0),MATCH(B5,Sheet1!C2:G2,0)) 


เริ่มต้นต้องอย่าไปสนใจกับสูตรที่เห็นว่าลิงก์ข้ามชีท ให้ลองสร้างสูตรในชีทเดียวกับตารางที่เก็บค่าไว้ก่อน แค่สร้างสูตรเสร็จแล้ว Cut ไปวางที่ชีทอื่น สูตรก็จะปรับตำแหน่งอ้างอิงเพิ่มชื่อชีทต้นทางให้เอง 

ตัวอย่างนี้สูตรที่ใช้หาค่า 333 คือ Index ซึ่งหาจากตำแหน่งที่ตัดกันระหว่างรหัส a003 กับ D หรือ Row 3 ตัดกับ Column 4 ในตารางพื้นสีส้ม

ให้ลองสร้างสูตรง่ายๆ เพื่อลองดูก่อนว่า concept แบบนี้ใช้ได้ไหม 

=Index( C3:G6, 3, 4) พบว่าหา 333 ออกมาได้ก็ใช้ได้แล้วสูตรนี้

จากนั้นจึงหาทางสร้างสูตร Match ที่จะหาว่ารหัส a003 อยู่ใน Row 3 กับ D มาจาก Column 4

เซลล์ C11 =Match( B11, B3:B6, 0 ) หาเลข 3 ได้
เซลล์ C12 =Match( B12, C2:G2, 0 หาเลข 4 ได้

พอได้สูตรหาตำแหน่งตัดกันระหว่าง Row 3 กับ Column 4 ได้แล้ว จึงลิงก์ค่าจาก C11 กับ C12 ไปใช้ต่อในสูตรเดิม =Index( C3:G6, 3, 4) ให้กลายเป็น

=Index( C3:G6, C11, C12)

จากนั้นจึงลอกตัวสูตร Match จากเซลล์ C11 กับ C12 ไปใส่ในสูตร Index แทน จะได้สูตรซ้อนกันตามที่เคยสร้างไว้ตามนี้

=INDEX( C3:G6, MATCH( B11, B3:B6, 0 ), MATCH( B12, C2:G2, 0)) 

พอ Cut สูตรไปวางที่ชีทอื่น สูตรจะมีชื่อชีทมาใส่เพิ่มให้เอง กลายเป็น

=INDEX( Sheet1!C3:G6, MATCH( B4, Sheet1!B3:B6, 0 ), MATCH( B5, Sheet1!C2:G2, 0))

แรกๆยังไม่คล่องก็สร้างสูตรแบบนี้แหละครับ อีกหน่อยพอคล่องขึ้นก็สร้างสูตรซ้อนกันรวดเดียวได้เลย แต่จะเสี่ยงหน่อยว่าแต่ละสูตรที่ซ้อนกันนั้นทำหน้าที่หาค่าได้ถูกไหม สู้การลองสร้างสูตรทีละส่วนแล้วเอาไปประกอบร่างกันไม่ได้

วิธีการที่แนะนำนี้นำไปใช้กับการสร้างสูตรได้ทุกสูตรครับ จับหลักให้ได้ จะเก่ง Excel เร็วขึ้นมาก

ผมเพิ่มอีกสูตร =SUMPRODUCT((Top=B12)*(Left=B11)*MyData) ใช้ได้กรณีที่เป็นตัวเลขครับ ดูในตัวอย่าง


   

Download ตัวอย่างจาก

https://drive.google.com/file/d/1c4-Zd8aUbii5Lidk49mQBam_SZCmAAvK/view?usp=sharing 

 

05 June 2025

หลักการจับคู่วงเล็บ




พอเจอวงเล็บเปิดให้นับเลข 1 2 3 เพิ่มไปเรื่อยๆ
 
พอเจอวงเล็บปิดให้นับเลขลด
 
เลขเริ่มที่ 1 ต้องจบที่ 1 แสดงว่าใส่วงเล็บครบทุกคู่
 
เลขที่ตรงกัน คือ ตำแหน่งวงเล็บคู่เดียวกัน
 
=(((abc)*(def))*ghi)
=1 2 3abc3 * 3def3 2 * ghi1
 
((( นับเพิ่ม 123
) นับลด 3 ทำให้เหลือ 12
( นับเพิ่ม 3
)) นับลด 32
) นับลด 1
 
วิธีการนี้มีชื่อเรียกว่า การนับ Ping พอเข้าใจแล้วจะหมดความกลัวเรื่องการใส่วงเล็บให้กับสูตร Excel เช่น
 
=SUM( ((Id=G3)*(Name=H3)) *Amount) 
 
สูตรนี้ใส่วงเล็บส่วนของเงื่อนไขแยกส่วนให้เห็นชัดเจน จะลดวงเล็บลงก็ได้ เพราะคูณเหมือนกัน เป็นสูตรที่ใช้หายอดรวมของ Amount เฉพาะรหัสเท่ากับ G3 และชื่อเท่ากับ H3

=SUM( (Id=G3)*(Name=H3) *Amount)
1 22 22 1
 
ถ้าใช้กับ Excel รุ่นก่อน 365 ต้องกดปุ่ม Ctrl+Shift+Enter พร้อมกันเพื่อใส่วงเล็บปีกกา {} ปิดหัวท้ายสูตรหรือเปลี่ยน Sum ไปเป็น SumProduct 

ดูตัวอย่างที่
https://www.excelexperttraining.com/book/index.php/course-manuals/excel-expert-tips-tricks-and-traps/array-if-multiply
 

 
 

04 June 2025

ใช้ Excel ยังไง แล้วทำให้หัวหน้ารัก หัวหน้าหลง

สมัยผมอยู่ที่ CP Food Services ทำหน้าที่วิเคราะห์โครงการลงทุนทำร้านอาหาร ต้องวางแผนเปิดร้านหลายระดับตั้งแต่แบบรถเข็น ในห้องแถว ไปจนถึงระดับ Prime ที่รับเฉพาะสมาชิกระดับสูงเท่านั้นที่จะเข้ามาทานอาหารได้

ร้านอาหารแต่ละระดับมีเงื่อนไขการลงทุนต่างกันไป พอจะเปิดร้านในแต่ละประเทศยังมีตัวแปรต่างไปอีก ตอนนั้นหัวหน้าผมเป็นชาวต่างประเทศ จะส่งเงื่อนไขที่ใช้ลงทุนมาให้ผมคำนวณให้

ผมเล่าให้หัวหน้าฟังว่า ตารางคำนวณที่ผมสร้างสามารถรับตัวแปรได้ไม่จำกัด Unlimited Variables

หัวหน้ามานั่งที่โต๊ะผมแล้วบอกว่า Show me บอกให้ผมทำให้ดู พอเห็นวิธีการที่ผมทำได้เท่านั้นแหละ ตั้งแต่นั้นมาเลิกสั่งให้ลงทุนทีละร้านอีกต่อไป จะสั่งให้ลงทุนรวดเดียวหลายร้านหลายแบบ ให้งานผมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ซึ่งงานที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ทำให้ผมทำงานเหนื่อยมากขึ้น แต่กลับทำงานแบบสบายมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะตั้งแต่นั้นมาหัวหน้าจะให้ข้อมูลมาตามแบบมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้คำนวณได้ทันที ผมเองก็ทำงานให้แบบสุดชีวิต เพราะไม่เคยมีหัวหน้าคนไหนยอมมานั่งที่โต๊ะผมแล้วมาดูว่าผมทำงานยังไง

วิธีการที่ผมใช้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแค่จัดการสร้างตารางฐานข้อมูลไว้กรอกค่าตัวแปรที่ใช้ลงทุนแต่ละเคสไว้แล้วใช้สูตร Index ดึงข้อมูลไปใช้ต่อในการคำนวณเท่านั้นเอง อยากทราบผลการลงทุนร้านไหนก็แค่ใส่เลขที่เคสมากรอกลงไปจะได้ผลการลงทุนมาดูในพริบตา

ที่แปลกกว่าทั่วไปซึ่งน้อยคนทำเป็นก็คือ ผมใช้ Data Table ช่วยสรุปผลการลงทุนจากเคสไหนถึงเคสไหนก็ได้ ลัดขั้นตอนช่วยทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาดูทีละเคส

ลองดูตัวอย่างนี้ ใช้หลักการเดียวกันครับ
https://docs.google.com/spreadsheets/d/19MlyLtP_JJd_L1Oq90ia_NHO0A8BJaxe/edit?usp=sharing&ouid=116915095293786385908&rtpof=true&sd=true

ตอนย้ายงานได้ใบชมมาตามนี้ครับ


   

03 June 2025

Lahiri ลาหิรี คืออะไร

.
ลาหิรี เป็นชื่อของคนครับ เป็นชาวอินเดียที่พบว่าตำแหน่งของราศีแบบตะวันตกที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ ต้องปรับให้เป็นแบบตะวันออก มีระยะกี่องศา ซึ่งค่าที่ปรับนี้เรียกว่า Ayanamsa หรือ อายนางศ์
.
สาเหตุที่ต้องปรับ เพราะการหมุนตัวของโลกมีการส่ายไปทีละนิดแบบลูกข่าง ไม่ได้หมุนแบบกลมๆรอบตัวแบบคงที่ ซึ่งการส่ายไปนี่แหละที่ทำให้มุมมองจากโลกไปบนท้องฟ้าไม่เหมือนเดิม นับหมื่นปีทีเดียวที่จะส่ายจนกลับมาที่เดิม
.
สูตรคำนวณตำแหน่งดาวที่เราใช้กันทุกวันนี้ เป็นสูตรที่นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกคิดขึ้น โดยกำหนดตำแหน่งอ้างอิงจากราศีเมษที่ส่ายตามการหมุนของโลกไปเรื่อยๆ พอเราเอาสูตรของเขามาใช้กับโหราศาสตร์ไทยจึงต้องปรับให้ตำแหน่งของราศีเมษกลับมาที่เดิมตามตำแหน่งดาวฤกษ์ที่ถือว่ามีตำแหน่งคงที่บนท้องฟ้า โดยนำตัวเลขของมุมที่ต่างกันตามที่นายลาหิรีคิดขึ้นนี่แหละมาใช้
.
นอกจากนายลาหิรีแล้วยังมีนายฟากัน แบรดลี ที่มีตัวเลขอีกแบบต่างจากของนายลาหิรีอยู่บ้าง ซึ่งตัวเลขของทั้งคู่นี้คิดมานานแล้ว ปัจจุบันต้องปรับต่ออีกนิด ดังนั้นหากจะคำนวณตำแหน่งดาวให้ถูกต้องก็จำเป็นต้องใช้สูตรคำนวณที่จะแปรค่าของนายลาหิรีตามระยะเวลาอีกด้วย
.
พอปรับมุมอายนางศ์แล้วจะมีผลทำให้จุดเริ่มต้นของราศีเมษต่างกัน ตำแหน่งดาวทั้งหมดก็จะขยับตามแกนราศีไปด้วย แต่ระยะห่างของแต่ละดาวยังคงเท่าเดิมไม่ว่าจะผูกดวงตามแบบฝรั่งหรือแบบไทยก็ตาม
.
เห็นมีการถกเถียงกันว่า การคำนวณแบบลาหิรีว่าต่างจากแบบสุริยยาตร ซึ่งว่าไปแล้วแบบสุริยยาตรก็ต้องปรับค่าอายนางศ์ตามนายลาหิรีอยู่แล้วเพื่อใช้กับหลักโหราศาสตร์ไทย ไม่ได้ต่างกันหรอกครับ 

Download พระคัมภีร์สุริยยาตรศิวาคม
https://drive.google.com/file/d/1i9jBxohuU-7-S-_9CsWuMQOde2LdrMSQ/view?usp=sharing  
.
มีแต่ที่จะต่างกันคือถ้าจะใช้หลักโหราศาตร์ของตะวันตกก็ต้องไม่ปรับค่าอายนางศ์ เวลาซื้อหาโปรแกรมคำนวณตำแหน่งดาวมาใช้ต้องดูว่าคนที่สร้างโปรแกรมเขาสร้างมาให้ใช้กับแบบตะวันออกของเราหรือแบบตะวันตก
.
ในโปรแกรม 4ZSuriya ที่ผมสร้างขึ้นกำหนดให้ใช้ตัวเลขของนายลาหิรีเป็นหลัก แต่ยังสามารถเลือกได้ตามใจว่าจะใช้ค่าอายนางศ์ตามแบบของใคร ถ้าเลือก N จะไม่ปรับ จะได้ภาพจักราศีตามแบบตะวันตก
.
เชิญสมัครเรียน Excel ออนไลน์เพื่อเข้าไป download โปรแกรมนี้ได้ที่ XLSiam.com จะได้เรียนออนไลน์ ฟรีด้วยครับ